วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

จังหวัดหนองคาย ออกตรวจประเมินผลงานศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ 2565

วันที่ 17 ก.พ. 2565 ที่ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจแม่บ้านเกษตรบ้านกองนาง หมู่ 11 ต.กองนาง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มอบหมายให้ นายกิตติคุณ บุตรคุณ ปลัดจังหวัดหนองคาย ประธานคณะกรรมการตรวจประเมินผลงานศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ 2565  และคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ออกตรวจประเมินผลงานศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบฯ  โดยมี นายนวน โทบุตร นายอำเภอท่าบ่อ เป็นประธานกล่าวต้อนรับ มีนางถนอม สมศรี ประธานศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจแม่บ้านเกษตรบ้านกองนาง, ส่วนราชการ, สมาชิก และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ




สำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมการฯครั้งนี้ เพื่อพิจารณาศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบ ระดับอำเภอ เพื่อให้ใด้รับรางวัลระดับจังหวัดหนองคาย รางวัสชนะเลิศเงินรางวัล 60,000 บาทและโล่เกียรติคุณ เพื่อขยายผลศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในลำดับถัดไป






ทั้งนี้อำเภอท่าบ่อ ได้พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจแม่บ้านเกษตรบ้านกองนาง รับการประเมินให้เป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบ ระดับจังหวัด เนื่องจากจัดตั้งขึ้นด้วยการรวมตัวของสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน โดยในปี 2540 นายสมชาย เชื้อจีน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง เพื่อทำให้เกษตรกร ประชาชนในหมู่บ้าน หรือชุมชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมซน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับท้องถิ่นท้องที่ ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านกองนางทั้งหมด 37 คน มีคณะกรรมการบริหารกลุ่ม 15 คน มีผลิตภัณฑ์ OTOP ที่โดดเด่น เช่น ปลานิลแดดเดียว ปลาส้ม เป็นต้น 












วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ช่างรับเหมาทำสีรถยนต์ชาวศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ทำเมนูเด็ด"หนูนาอบโอ่ง" เลี้ยงเองชำแหละเอง ขายพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ สร้างรายได้งามยุคโควิด

ที่ฟาร์มหนูพุก หรือหนูนา ของนายนรากร ใจหาญ (หรือช่างนุ) อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 67 บ้านป่าสักเหนือ หมู่ที่ 3 ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ได้ใช้เวลาว่างจากงานรับเหมาทำสีรถยนต์ในช่วงอาทิตย์ เปิดฟาร์มเลี้ยงหนูพุก หรือหนูนา โดยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ จำนวน 30 บ่อ หนูพุกประมาณกว่า 100 ตัว ขายพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ และต่อยอดด้วย"หนูนาอบโอ่ง" ขายให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อ ควบคู่ชำแหละเนื้อสดขาย สร้างรายได้นอกเหนือจากการทำงานรับเหมาทำสีรถยนต์เพียงอย่างเดียว  





ช่างนุ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนและภรรยา ทำงานโรงงานมะเขือเทศในพื้นที่อำเภอศรีเชียงใหม่ แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครอบครัว ตนและภรรยาจึงจัดสินใจลาออก แล้วไปทำงานโรงงานทำสีรถยนต์ที่กรุงเทพฯ ทำงานได้ปีเดียวก็มาเจอวิฤกติโควิด-19  และงานก็เริ่มน้อยลง จึงตัดสินใจพาภรรยากลับมาอยู่บ้าน เมื่อมาอยู่ที่บ้านตนก็ไปหารับเหมาทำสีรถยนต์ตามอู่รถยนต์ในพื้นที่ และตนก็ได้ศึกษาวิธีเลี้ยงหนูนาทางสื่อออนไลน์ เห็นมีคนเลี้ยงกันเยอะ ก็เลยปรึกษาภรรยาว่ามาทดลองเลี้ยงหนูนาดีมั้ย ภรรยาก็เห็นด้วย จึงได้ผันตัวเองมาทำอาชีพเลี้ยงหนูนาขาย เสริมรายได้ช่วงโควิด-19 โดยลงทุนซื้อพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ที่ฟาร์มในพื้นที่อำเภอโพธิ์ตาก จ.หนองคาย ราคา 800 บาท ได้พ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 2 ตัว ทำการเลี้ยงโดยใช้พื้นที่หลังบ้านพักเลี้ยงหนูไว้ 1 บ่อซีเมนต์ ทั้งผสมพันธุ์เอง ให้อาหารเพียงวันละ 1 ครั้ง เป็นอาหารหมูอ่อน, ข้าวเปลือก และอาหารเสริม เช่น ข้าวโพด, แตงกวา และหญ้าหวานอิสลาเอล ซึ่งเลี้ยงได้ประมาณ 45 วันก็ต้องทำการแยกแม่พันธุ์ออกจากลูก เพื่อผสมพันธุ์ใหม่ ปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงหนูนาทั้งหมด 30 บ่อ เพื่อทำการขายพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ โดยขายในราคาเท่ากับที่ซื้อมา 800 บาท มีพ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 2 ตัว แต่ท่าแม่พันธุ์ตัวไหนที่ทำลังตั้งท้องอยู่ ก็จะขายเป็นคู่กับพ่อพันธุ์ ราคาคู่ละ 1,200 บาท ขายดีจนโตไม่ทัน มีรายได้เสริมให้กับครอบครัว 3,000 - 4,000 บาทต่อเดือน



โดยในฟาร์มเลี้ยงหนูนาของตน จะมีหนูพระเอกประจำฟาร์มอยู่ 3 ตัว ชื่อว่าไอ้ไข่ดำและไอ้ไข่ขาว ทั้งสองตัวอายุ 8 เดือน ส่วนอีกตัวชื่อไอ้ทอง อายุ 6 เดือน ทั้งสามตัวจะมีนิสัยสนิทกับคน ไม่ดุร้าย เนื่องจากตนเอามาจับมาอุ้มตั้งแต่ตัวเล็กๆ โดยเฉพาะไอ้ไข่ดำ จะมีความผูกพันธ์เป็นพิเศษ สามารภอุ้มได้มือเปล่า ไม่กัดคน เวลาปล่อยออกมาจากบ่อก็ไม่หนีไปไหน  เมื่อตนจะเดินไปไหนก็จะเดินตามตลอด แต่ทั้งสามตัวเสียอยู่อย่างเดียว คือไม่ยอมผสมพันธุ์ เพราะมีนิสัยกลัวตัวเมีย จึงต้องแยกทั้งสามตัวออกจากแม่พันธุ์  




ช่างนุ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังจำหน่ายหนูอบโอ่งตามขนาดเล็กใหญ่ เริ่มต้นที่ตัวละ 120-140 และ 180 บาท ตามลำดับ แล้วแต่ขนาด และหนูนาชำแหละที่ขนาดโตพอขาย ประมาณ 4 เดือน จะขายตัวละ 120 บาท ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยลูกค้าสวนใหญ่เป็นขาประจำและประชาชนทั่วไป ด้วยหนูอบโอ่งของตน มีรสชาติสูตรเฉพาะกับหนังที่อบจนกรอบเหมือนกระจก บวกกับน้ำจิ้มสุดแซ่บ จึงทำให้ลูกค้าติดใจ  ทำให้มีรายได้ 2,000 -3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรายได้เลี้ยงหนูพุก หรือหนูนา นำมาชำแหละ โดยอบโอ่ง ถือว่าเป็นอาชีพเสริมให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี และหากใครสนใจซื้อหนูสด พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ หรือสนใจจะเลี้ยง ยินดีให้คำปรึกษา   หรือใครที่อยากชิมเมนหนูอบโอ่งฝีมือช่างนุ ที่แสนอร่อยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เบอร์ 098-6208969 หรือเบอร์ 065-0505857







วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ร่วมแรงร่วมใจ! โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จับมือกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรในพื้นที่ ทำการขุดลอกตะกอนดินท้ายเขื่อน เพื่อเปิดทางน้ำโขงไหลเข้าสู่บ่อสูบน้ำ เข้าอ่างเก็บน้ำ ก่อนส่งน้ำให้พื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง แม้ปีนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยโมงมี 38% ย้ำผู้ใช้น้ำร่วมกันประหยัดน้ำ ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคตด้วย

นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง เปิดเผยว่า กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำของโครงการฯ ทำการขุดลอกตะกอน เพื่อเปิดทางน้ำเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำเข้าสู่บ่อสูบของสถานี ก่อนสูบส่งเข้าไปที่อ่างเก็บน้ำห้วยโมง และส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น






จากปัจจัยแปรผันของแม่น้ำโขงที่พบคือ  ระดับน้ำลดลงอย่างมาก ทำให้เกิดสันดอนด้านท้ายประตูน้ำห้วยโมง น้ำโขงไม่สามารถไหลเข้าสู่เครื่องสูบได้ ดังนั้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จึงร่วมมือกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ดำเนินการขุดลอกตะกอนดินและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณท้ายของโครงการฯ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ สามารถวางแผนใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกในเขตโครงการได้เต็มพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในยามขาดแคลน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปัจจุบันได้เดินครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง ตลอด 24 ชม. สามารถสูบน้ำดันละ 180,000 ลูกบาตรเมตร จะสูบต่อเนื่อง 1- 2 เดือน หากมีน้ำฝนมาเติมและระดับน้ำโขงสูงขึ้น ไหลเข้ามาบ่อสูบก็จะสามารถเดินเครื่องได้มากขึ้น




"ส่วนการปลูกพืชฤดูแล้ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมงมีแผนการปลูกพืชและการเกษตรทั้งหมด 27,000 ไร่ เป็นการปลูกข้าวเป็นหลักกว่า 24,000ไร่ ปัจจุบันเกษตรกรทำการปลูกข้าวนาปรังกว่า 19,000ไร่ ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เกษตรกร ปรับแผนที่จะทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปัจจุบันมีน้ำในอ่างเพียง 38%  จึงจำเป็นจะต้องสูบน้ำจากน้ำในแม่น้ำโขง เข้าไปกักเก็บในอ่างเก็บน้ำ" ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง กล่าว














จ.หนองคาย ขับเคลื่อนการตำเนินงานโครงการขยายผลการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุต์สู่ "โคก หนอง นา" เฉลิมพระเกียรติฯ

สนง.พช.หนองคาย ขับเคลื่อนการตำเนินงานโครงการขยายผลการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุต์สู่ "โคก หนอง นา...